คู่มือนักเขียน(ผี) ตอน จะสยองหรือไม่สยอง? โดย บงกช


เมื่อคิดถึงเรื่องสยองขวัญ คุณนึกถึงอะไร? หากเป็นนักชมภาพยนตร์ทั่วไปก็น่าจะนึกถึง เฟรดดี้ ครูเกอร์ หรือเจสัน บอร์น

หากเป็นนักอ่านทั่วไปจะนึกถึงผีดูดเลือด หรือมนุษย์หมาป่า แต่ถ้าหากคุณเป็นนักอ่านเรื่องสยองขวัญแล้วล่ะก็ คุณคงรู้ดีว่าการเขย่าขวัญสั่นประสาทมีความหมายกับคุณเพียงใด

นักอ่านเรื่องแนวสยองขวัญกลัวอยู่สิ่งเดียว พวกเขาหวาดผวาว่าสิ่งที่พวกเขากลัวสุดขีดนั้นกลายเป็นความจริงได้

ความกลัวเป็นอาวุธของนักเขียนเรื่องสยองขวัญ นักเขียนเรื่องสยองขวัญกล้าที่จะไปยังสถานที่มืดมิด บรรยากาศชวนขนหัวลุก ทุกๆสถานที่ที่ผู้อ่านไม่กล้าย่างกลายไป

นักเขียน(ผี)จะเพ่งมองไปที่ความกลัวของผู้อ่านอย่างจริงจัง แล้วกลับมาบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อ่านฟัง

เรา(นักเขียน)จะทำลายกฎทั้งหลายและทำลายทุกคน ไม่สำคัญถ้าหากคุณจะค่อยๆหลงรักตัวละคร ไม่สำคัญว่าตัวละครนั้นจะอายุน้อยหรือมาก เพราะเราเป็นนักแหกกฎชั้นเยี่ยม และนั่นแหละคือกลวิธีที่เราทำให้ผู้อ่านหวาดกลัว เราไม่เคยข้องแวะกับการจบแบบมีความสุข หรืออบอุ่นใจ


คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (จุดประกายวรรณกรรม) ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2546

ความสุขไม่เคยบัญญัติไว้ในหน้าที่ของเรา งานของเราคือทำให้ผู้อ่านสยองถึงขีดสุด แล้วชีวิตของผู้อ่านเปลี่ยนไป…

เราจะทำให้ผู้อ่านเลิกมองสัตว์เลี้ยงด้วยสายตาไว้วางใจแบบเดิมๆ

เราจะทำให้ผู้อ่านทุกๆคนกลายเป็นคนขี้สงสัยหวาดระแวง ตลอดจนถึงทุกๆเรื่อง ทุกๆสิ่งที่คุณเคยๆไว้วางใจและคิดว่ามันปลอดภัย และเราจะให้ผู้อ่านคงความรู้สึกนั้นไว้ตราบใดที่ยังไม่วางหนังสือสยองขวัญลง

คุณอาจจะทำให้ตัวเองมั่นใจโดยคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่เรื่องแต่งเท่านั้นมิ ใช่เรื่องจริงอันใด และเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาจากจินตนาการของใครบางคนเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตามแก่นเรื่องที่เน้นย้ำความสำคัญคือสิ่งที่จริงแท้ๆ

บางครั้งบางคราสิ่งที่เลวร้ายก็เกิดกับคนดีๆ บางคราเราก็ต้องออกไปนอกสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยและรู้สึกอึดอัดใจ

บางคราสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราก็เหนือการควบคุมของเรา บางคราบางคนหรือบางสิ่งก็ต้องการเข้ามาควบคุม

และนั่นก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่ง

แต่ทำไมคนบางคนจึงชอบ หรือแม้แต่รักที่จะอ่านเรืองสยองขวัญ เพราะเราชอบที่จะถูกทำให้กลัว

ถ้าอย่างนั้นไฉนจึงไม่ทำมันอย่างปลอดภัย โดยการกลัวทีละนิด หรือในปริมาณน้อยๆ สักหนึ่งตอนในแต่ละครั้ง หากเรื่องดำเนินไปอย่างเข้มข้นมาก หรือผู้อ่านรู้สึกว่าประสาทเริ่มเขม็งเกลียวเกินไป มักต้องมีการใช้ทีคั่นหนังสือเพื่อพักการอ่าน ผู้อ่านมักจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับความกลัวนั้นอีกครั้ง หลังจากได้ผ่อนลมหายใจบ้างเล็กน้อย

ทำไมนักเขียนเรื่องสยองขวัญจึงชอบเขียนเรื่องแนวนี้ เพราะนักเขียนต้องการให้ผู้อ่านร่วมหวาดผวาไปกับเขา นักเขียนไม่ต้องประสาทเสียอยู่เพียงลำพังซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวเกิน ไปในการที่จะต้องเผชิญหน้ามันอย่างโดดเดี่ยว หรืออาจเป็นเพราะนักเขียนต้องการเพื่อนที่เป็นเสมือนเหยื่ออีกคนนั่นเอง

เมื่อพูดถึงเรื่อง “ความกลัว” ขอคุยต่ออีกนิด

เสียงโทรศัพท์ที่กรีดร้องยามดึกจากสถานีตำรวจเตือนให้คุณนึกถึงอุบัติเหตุรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับลูกๆหรือสามี

สีหน้าของหมอเมื่อจะบอกผลของฟิล์มเอกซเรย์

คุณเห็นใครบางคนซุ่มดูบ้านของคุณและใครคนนั้นก็มีท่าทางที่น่ากลัว สถานที่มืด เสียงหมาหอนวันพระ

การที่ต้องเอาผ้าห่มคลุมปลายขาไว้เสมอยามนอน

มองกระจกหลังเห็นรถตำรวจกำลังขับตามอยู่

แมงมุม

เหล่านี้คือเรื่องสยองขวัญที่อุบัติได้ในชีวิตจริง แน่นอนคุณไม่พบผีดูดเลือด หรือมัมมี่จอมอาฆาตในชีวิตจริงเป็นแน่

แต่เมื่อคุณเขียนเรื่องสยองขวัญ คุณต้องเขียนให้เหมือนจริง ทำให้ผู้อ่านเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงด้วยการพรรณนาฉากที่ชัดเจน ตัวละครที่เข้มสมจริง บทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ และความหวาดผวาที่สมจริงจนผู้อ่านหมดคำถาม

ผู้อ่านรู้ทั้งนั้นแหละว่าเรื่องที่อ่านอยู่เป็นเรื่องแต่ง แต่หน้าที่ของคุณคือทำให้พวกเขาเชื่อว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง และนี่แหละคือจุดสุดยอดของกลวิธีในการเล่าเรื่อง

หากคุณจะเขียนเรื่องสยองขวัญ จงคิดถึงสิ่งให้คุณขวัญผวาจริงๆ สิ่งที่ทำให้คุณอ้าปากค้าง คอแห้งผาก เนื้อตัวสั่นเทา ใจเต้นรัวตึกตัก ไม่สามารถบังคับควบคุมตัวเองได้ คุณจมดิ่งลงไปลึกพอถึงสิ่งที่ทำให้คุณหวาดผวา ไปยังสถานที่นั้นสถานที่ที่คุณไม่เคยกล้านึกถึงมันอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เพียงเพราะคุณกลัวที่จะคิดถึงมัน เมื่อคุณก้าวไปถึงที่นั่น จงคว้าความกลัวที่มิอาจเอ่ยออกมาได้นั้นและพูดคุยกับมัน และนั่นแหละคือเรื่องเล่าสยองขวัญที่นักเขียนจำเป็นต้องเล่า

เรื่องสยองขวัญคือการเปลี่ยนแปลงเพราะมันทำให้ผู้อ่านเกิดการเปลี่ยนแปลง ความกลัวของพวกเขาจะค่อยๆเพิ่มขึ้นในขณะที่อ่าน สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขากลัวได้ก็คือให้พวกเขาได้เห็นความกลัวของพวกเขา อย่างแท้จริง และหากคุณต้องการแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงสิ่งที่พวกเขากลัวคุณต้องแสดงให้ผู้ อ่านเห็นสิ่งที่คุณกลัวก่อน

โดยดำดิ่งลงไปและเผชิญหน้ากับความกลัวของคุณนักเขียนเอง

ขอบคุณ  โรงเรียนนักเขียนผี

เขียนเรื่องสยองขวัญจากประโยคเริ่มเรื่อง


เชื่อว่า เราทุกคนคงเคยอ่านเรื่องสยองขวัญกันมาไม่มากก็น้อยล่ะ
คราวนี้มาฝึกเขียนเรื่องทำนองนี้กันบ้าง
การเขียนเรื่องแนวนี้ก็ไม่ต่างไปจากแนวอื่น ๆ
จุดเน้นที่สำคัญของเรื่องก็คือ ให้มันน่ากลัว น่าตกใจ น่าสงสัย เข้าไว้

เขียนเรื่องสยองขวัญสำหรับเด็ก

แนวการเขียนนี้ เอามาจากสไตล์การเขียนของ อาร์. แอล . สไตน์ ซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องสยองขวัญสำหรับเด็ก ๆ ที่โด่งดังโดยเฉพาะ ชุด Goosebumps แล้วก็ตามมาด้วย The Nightmare Room

The Nightmare Room

1. การเริ่มต้นเขียนมักจะมาจากการหาไอเดีย ซึ่งเขาจะได้มาจาก 3 แห่งคือ

ประสบการณ์และสิ่งที่พบเห็นมา

ความทรงจำ

what if

เช่น จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์หมาป่า ไอเดียมาจากความทรงจำที่เคยดูหนังทีวีเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ตามมาด้วย อะไรจะเกิดขึ้นถ้า …

2. รู้จักตัวละครของคุณ สร้างตัวละครขึ้นมา
อ่านการสร้างตัวละครที่นี่่

3. วางเค้าโครงเรื่องและพล็อต

เคล็ดลับ วาดภาพตอนจบให้ได้ จะทำให้คุณรู้ว่า กำลังจะไปไหน

ตัวอย่างเค้าโครงเรื่อง A Really Exciting Night

1. เอ็ดเวิร์ด เป็นคนเล่าเรื่อง เขาเป็นเด็กใหม่ในย่านนี้ ตัวเล็กกว่าคนอื่น คาร์โล และโทนี พยามยามทำให้เขาตกใจ สองคนนี้ขู่เข็ญโดยจับเขามัดไว้บนต้นไม้ เพราะเบื่อ

2. เอ็ดเวิร์ด บอกว่าเขามีไอเดียสำหรับคืนที่น่าตื่นตกใจ พวกเขาสามารถไปที่พิพิธภัณฑ์สยองขวัญ ที่พ่อของเขาเป็นภารโรงอยู่ได้

3. เด็กสองคนปฏิเสธ แต่เอ็ดเวิร์ด บอกว่ามีมนุษย์หมาป่าจริง ๆ อยู่ที่นั่น และจะทำให้พวกเขาเห็น

4. พวกเขาไป ที่พิพิธภัณฑ์ เห็นดวงจันทร์เต็มดวง

5. พวกเขาแอบเข้าประตูหลัง ได้ยินเสียงหอน ขณะเดินผ่านความมืดในพิพิธภัณฑ์ที่น่าขนลุก

6. โทนี่บ่นว่าน่าเบื่อ เอ็ดเวิร์ดบอก “ ไว้รอให้เห็นมนุษย์หมาป่าก่อนเถอะ ” เขาพาทั้งสองคนไปที่กรงมนุษย์หมาป่า มันว่างเปล่า !

7. คาร์โลและโทนีโกรธ แต่มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น …. มนุษย์หมาป่า

8. มนุษย์หมาป่าดุร้ายกำลังจะมาถึง พวกเขาถูกวางกับดัก คาร์โลผลัก เอ็ดเวิร์ดไปข้างหน้า หมาป่าต้องฆ่าเขา ชัวร์ !

9. เอ็ดเวิร์ดพูด “ หวัดดี พ่อ ” มนุษย์หมาป่า เป็นพ่อของเขา

10. เด็กสองคนพยายามวิ่งหนี แต่เอ็ดเวิร์ดพูด “ หนีไม่พ้นหรอก ฉันต้องทำงานของฉัน ” เขาคือคนส่งอาหาร

11. มนุษย์หมาป่า สวาปามเด็กทั้งสอง เอ็ดเวิร์ดพูด เขาสัญญากับสองคนนั้นว่าจะได้คืนที่น่าตื่นตกใจ และมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

4. ลงมือเขียนต้นฉบับแรก

5. ทบทวน ตรวจแก้

Goosebumps

1. เลือกสิ่งที่น่าตื่นตกใจ อะไรก็ได้ จริงๆ

การเขียนเรืองแนวนี้ มันก็ไม่ต่างไปจากเรื่องแนวอื่น เลือกสิ่งที่น่าสนใจ จากคำว่า what if

สร้างของคุณขึ้นมาสักอันให้น่าสนใจ

  • อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณตกอยู่ในกับดักของปีศาจเล่นสนุก
  • อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคุณเข้าไปอยู่ในไทม์แมชชีน
  • อะไรจะเกิดขึ้นหากคุณกำลังถูกตามล่าในเกาะร้างเก่าแก่แห่งหนึ่ง

2. ลงไปในรายละเอียด

เมื่อคุณได้ สร้าง อะไรจะเกิดขึ้นถ้า …. ขึ้นมาอย่างน่าสนใจแล้ว คิดเกี่ยวกับความสยองขวัญน่าตกใจเกี่ยวกับมันที่สามารถเกิดขึ้นกับคุณใน สถานการณ์นั้น ๆ และก็คิดถึงวิธีการที่คุณจะออกจากสถานการณ์นั้นด้วย ทางเลือกที่คุณทำในสิ่งที่เกิดขึ้น และ อะไรที่คุณจะทำ จะกลายเป็นเรื่องที่คุณจะเขียน

3. ทำอย่างไรจึงจะเข้าไปสู่ในสถานการณ์นั้น ๆ ได้

คุณจะทำอย่างไรที่จะนำตัวเองเช้าไปสู่สถานการณ์น่าตื่นตกใจนั้นได้

  • ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์และน้องชายคุณหายไป คุณเปิดเข้าไปในประตูลับและมันเป็นเครื่องไทม์แมชชีน
  • คุณถูกลงโทษให้อยู่ในห้องคนเดียว จึงพบสมุดบันทึกเก่าแก่

ฯลฯ

4. การตัดสินใจที่สำคัญ

เมื่อคุณได้เริ่มเรื่อง ต้องคิดใน 2 อย่างที่ควรจะทำ

1.เช่น หากคุณตกอยู่ในเครื่องไทม์แมชชีน คุณจะไปอดีต หรืออนาคต

2.คุณจะอ่านสมุดเวทมนต์ หรือ ทิ้งมันเอาไว้

แต่ละทางเลือกจะนำให้คุณเข้าไปสู่เส้นทางที่แตกต่างกัน

จุดเริ่มต้นเหมือนกับต้นไม้ ทางเลือก ก็เสมือนกิ่งทีแยกออกไป

5. พล็อตเรื่อง

เมื่อคุณได้ทางเลือกแล้ว คิดต่อ โดยตั้งคำถามกับตัวเอง

  • อะไรจะเกิดขึ้นที่นี่
  • จะเอาตัวรอดอย่างไร
  • ปัญหาอะไรบ้างที่จะต้องเผชิญ
  • ใครบ้างที่ฉันจะพบที่นี่
  • ฉันจะเชื่อถือเขาหรือเธอหรือมันได้ไหม?
  • อะไรบ้างที่จะเป็นอันตราย

เมื่อคุณตอบคำถามเหล่านี้ กิ่งก้านสาขามันก็จะแผ่ออกไป

6. คุณต้องตัดสิน สร้างทางเลือก

อ่านคำถามด้านล่าง คุณต้องสร้างทางเลือก และคุณต้องทำให้คนอ่านสร้างทางเลือกเหมือนกัน

หาก คุณอยู่ในอดีต ยุคกลาง และมีมังกรปรากฏออกมา คุณกำลังอยู่ในอันตราย

  • คุณจะทำให้เจ้ามังกรตกใจกลัวหนีไปด้วยกล่องเสียงระเบิด หรือ
  • คุณจะติดตามเจ้ามังกรตัวเล็กกว่าที่พยายามเป็นมิตรกับคุณ

สร้างทางเลือกของคุณให้มีค่า ความลับของการเขียนแนวนี้ก็คือ ต้องทำให้คนอ่านต้องคิดอ่านไปด้วย ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องให้เขาฟังเท่านั้น

7.ใครจะเป็นคนเลว

เรื่องที่ดีต้องมีตัว ร้ายที่น่าสนใจ ยิ่งประหลาดและชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัวเท่าไหร่ เรื่องก็จะยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น และมันจะยิ่งตื่นตาตื่นใจถ้าปัญหาความยุ่งยากจะถูกแสดงออกมาให้เห็นระหว่าง เรื่องราวที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องจะดูน่าเบื่อหากคุณไม่นำเอาเหตุการณ์ใหม่ๆ เข้าไปอยู่ด้วย

8.ฉันไม่เชื่อมันหรอก

เรื่องที่ดีมันจะช็อกคุณ เสมือนจะหักมุมในตอนจบ

คุณคิดว่าเจ้ามังกรมันชั่วร้าย แต่แท้จริงแล้วมันเป็นตัวดี

คุณคิดว่าจะไม่มีวันออกไปจากเหตุการณ์นี้ได้ แต่ในที่สุดคุณก็รู้ว่าคุณเพียงแต่ฝันร้าย

สิ่งสำคัญ ให้เรื่องของคุณมันจบด้วยความประหลาดใจเสมอ แล้วมันจะสนุก

9. เขียนแผนที่เรื่องของคุณ

แผนที่นี้แสดงกิ่งก้านสาขาของเรื่อง และจำนวนหน้าที่คุณจะระบุในแต่ละทางเลือก

วาดภาพคล้ายต้นไม้ลงในกระดาษ มันเริ่มที่ราก รากจาก อะไรจะเกิดขึ้นถ้า …

รากงอกขึ้นไปเป็นลำต้น ลำต้นนี้คือ การก่อกำเนิดเรื่อง

ต้นไม้แยกเป็นสองกิ่ง สองกิ่งที่เป็นทางเลือกที่ใหญ่ที่คุณต้องสร้าง

ต้นไม้มีกิ่งแยกแตกออกไป นี่คือเรื่องที่จะเกิดขึ้น จนกว่าคุณจะจบเรื่อง

******

1. ให้ไปอ่านหนังสือชุดนี้เลือกมาสัก 5-6 เล่ม
2. ศึกษาวิธีการเขียนของ อาร์.แอล.สไตน์ จะเห็นว่าเขาไม่ใช้ประโยคที่ซับซ้อน      ส่วนมากจะเป็นประโยคเดียวสมบรูณ์ ง่ายต่อการอ่านสำหรับเยาวชน
3. ตัวละครเอกจะเป็นเด็ก และในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จะมาจากเด็กเช่นกัน
(การเขียนเรื่องสำหรับเยาวชน ควรเป็นเช่นนี้)
4. หากคุณอ่านงานเขียนของเขาแล้ว เกิดความคิดว่า ฉันก็เขียนยังงี้ได้นี่หว่า
ให้ลงมือเขียนทันทีค่ะ เพราะดิฉันเห็นด้วยกับแรงบันดาลใจนี้
5. ถ้าเขียนแล้วก็อย่าลืมไปโพสไว้ที่ห้องคนอยากเขียนบ้างนะคะ
6. อยากคุยเรื่องการเขียน ก็เมล ไปคุยกับ philipda@forwriter.com ได้ค่ะ

ขอให้สนุกกับการเีขียนนะคะ

ฟีลิปดา

ลองสร้างเรื่องของคุณเอง จากประโยคเริ่มต้นที่เตรียมไว้ให้

ฉันไม่ได้ตั้งใจมาที่บ้านผีสิง แต่ขัดเพื่อนไม่ได้

ฉันวางตระกร้าปิกนิกลงบนหญ้าแห้งอย่างระวัง มีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังพุ่มไม้นั่น

“ฉันสาบานได้ว่า ได้ยินเสียงร้องไห้ออกมาจากตู้นั่นจริง”

เงานั้นตามฉันมาอีกแล้ว มันใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา…

เมื่อคืนฝนตก ใบไม้ที่ทับถมกันอยู่ส่งกลิ่น มันเหม็นราวกับมีซากสัตว์ซ๋อนอยู่ข้างใต้

ฉันได้ยินเสียงทะเลาะกัน จากนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากคุณ

ฟีลิปดา
1 มิถุนายน 2549

การเขียนนวนิยายเรื่ิองสั้น 3


นวนิยายสั้น (Novelette) เป็นบันเทิงคดีประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับนวนิยาย แต่ผิดกันในเรื่องของความยาว ซึ่งนวนิยายสั้นกำหนดไว้ประมาณ 10,000-40,000 คำ

ลักษณะของนวนิยายสั้น
1. โครงสร้างของนวนิยายสั้น เช่น โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา เป็นต้น มีลักษณะเช่นเดียวกับนวนิยาย แต่ความยาวและความสลับซับซ้อนน้อยกว่า
2. นวนิยายสั้นไม่ใช่เรื่องสั้นขนาดยาว เพราะนวนิยายสั้นถือเอาการเสนอ “สารัตถะ” ของเรื่องเป็นสำคัญกว่าการถือ “ปัญหา” ที่ตัวละครเผชิญอยู่
3. มีความยาวประมาณ 10,000-40,000 คำ
4. อาจจะอ่านจบได้ในชั่วเวลานั่งพักสบาย ๆ หนึ่งหรือสองครั้ง
องค์ประกอบของนวนิยายสั้น
องค์ประกอบของนวนิยายสั้นมีลักษณะคล้ายกับเรื่องสั้น กล่าวคือโครงเรื่อง แนวคิดของผู้เขียน มีลักษณะดุจเดียวกันในด้านการนำเสนอและกลวิธีในการเขียน
ฉากขององค์ประกอบของนวนิยายสั้นก็เช่นกัน เพียงแต่มีลักษณะไม่จำกัดขอบเขตเช่นเรื่องสั้น ในด้านตัวละครก็มีหลายตัว เพื่อดำเนินบทบาทตามโครงเรื่องให้สมบูรณ์ตามสารัตถะของเรื่องที่วางไว้ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างให้ตัวละครมีลักษณะสมจริงได้ดีกว่าเรื่องสั้น
การเขียนนวนิยายสั้นประสบผลดี ผู้เขียนจะต้องอาศัยความชัดเจนในชีวิตและจินตนาการของคนสร้างเรื่องอย่างมี ศิลปะ เพื่อโน้มน้าวอารมณ์ผู้อ่านให้เกิดความรู้สึกสนุกสนานและเกิดสติปัญญาไป พร้อม ๆ กัน 

 


ประเภทของนวนิยายสั้น
นวนิยายสั้นมีรูปแบบเช่นเดียวกับนวนิยาย การจัดประเภทจึงมีลักษณะดุจเดียวกับนวนิยาย คือ ถ้าแบ่งนวนิยาย โดยถือแนวเขียน เป็นหลัก เปอซี มาร์ก แบ่งไว้ 3 อย่าง
1. นวนิยายชนิดผูกเรื่อง (Plot Novel) มีลักษณธคล้ายกับที่กล่าวไว้ในการเขียนเรื่องสั้น
2. นวนิยายแนวจิตวิทยา (Pshchological Novel) มีลักษณะอาศัยความรู้ทางจิตวิทยาเป็นพื้นฐานในการสร้างเรื่อง
3. นวนิยายรีอาลิสต์ (Realistic Novel) เป้นนวนิยายแสดงสภาพตามความจริงของชีวิต
ถ้าแบ่งตาม แนวคิด เป็นหลัก อาจแบ่งได้ 9 ประเภท
1.ประเภทคลาสสิก (Classicism) คือการนำเรื่องโบราณมาเขียนใหม่
2.ประเภทโรแมนติค (Romanticism) คือ นวนิยายมุ่งแสดงความเป็นไปของอารมณ์ ความรู้สึก ประเภทนี้ไม่วางหลักเกณฑ์ตายตัว
3. ประเภทสัจจนิยมหรือเสมือนจริง (Realism) คือ การนำเค้าโครงเรื่องเหตุการณ์จริงๆ หรือเลียนแบบเหตุการณ์ในชีวิต โดยแทรกความคิดและจินตนาการลงไป
4. ประเภทธรรมชาตินิยม (Naturalism) คือ เป็นนวนิยายที่มีหลักการเหมือนกับสัจจนิยม แต่เป็นความจริงคนละด้าน เช่น กล่าวถึงความอ่อนแอ ความสกปรกโสมม โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น
5. ประเภทเหนือธรรมชาติและภูตผีปีศาจ (Exorcism) คือ นวนิยายความฝันฟุ้งเฟื่อง โลดโผน อกสั่นขวัญหาย เป็นต้น
6. ประเภทสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) คือ นวนิยายที่ไม่กล่าวถึงความจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่นำสิ่งอื่นมากล่าวชักนำความคิดแล้วความคิดนำไปสู่ความจริง
7. ประเภทธรรมนิยม (Moralism) คือ นวนิยายที่มุ่งนำธรรม ปรัชญา คติชีวิตมาสอดแทรกลงในนวนิยาย
8. ประเภทแนวคิดประทับใจ (Impressionism) และแนวการบรรยายพรรณนา (Expressionism) คือ นวนิยายที่ใช้แนวคิดประทับใจมุ่งอธิบายถึงความรู้สึกที่ประทับตรึงใจโดยไม่ ต้องการสั่งสอน ไม่ตั้งใจให้ความจริง หรือให้เหตุผลแต่อย่างใด
9. แนวคิดตามข้อมูลที่แปลกใหม่ (New-Matter of Factness) คือ นวนิยายที่มุ่งแสดงให้เห็นสิ่งที่ค้นพบขึ้นใหม่ในวงวิชาการ 

 


ถ้าจะแบ่งนวนิยายตาม เนื้อเรื่อง จะมี 6 ประเภท
1. นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ คือ นำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บางตอนมาเขียนเป็นเนื้อเรื่อง
2. นวนิยายอิงวรรณคดี คือ นำเรื่องราวของวรรณคดีโบราณมาเขียนใหม่เป็นรูปนวนิยาย
3. นวนิยายวิทยาศาสตร์ คือ นำเรื่องตื่นเต้นมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์มาเขียนเป็นเนื้อเรื่อง
4. นวนิยายตำรวจ คือ นำเรื่องฆาตกร นักการพนัน นักเลง มือปืนรับจ้าง อาชญากร มาเขียนให้สนุกสนาน โลดโผนตื่นเต้น
5. นวนิยายภูตผีปีศาจ คือ นำอำนาจลึกลับ เหลือเชื่อ ของภูตผีปีศาจ ตลอดจนธรรมชาติมาเขียนเป็นเรื่องราวให้สยองขวัญ
6. นวนิยายการเมืองและสังคมวิทยา คือ นำเรื่องนักการเมือง การปกครอง รัฐบุรุษ ปัญหาสังคมมาเขียนเป็นเนื้อเรื่องที่มา : หนังสือการเขียนสร้างสรรค์
ผู้แต่ง : ชนะ เวชกุล
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ 

 

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/do_ven_del/writer/viewlongc.php?id=467739&chapter=4#ixzz14lS31voz 

เทคนิคการเขียนเรื่องสั้น 2


1. ต้องมีการระบายสภาพและบรรยากาศ (Local Colour) หมายถึงการพรรณาภาพอันใดอันหนึ่งเพื่อนำความคิดของผู้อ่าน ให้ซาบซึ้ง ในท้องเรื่อง ให้เห็นฉากที่เราวาดด้วยตัวอักษรนั้นชัดเจน

2. การวางเค้าเรื่อง (Plot) มีหลักใหญ่ๆอยู่ สองแบบดังนี้
แบบที่ 1 คือเริ่มนำเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งที่จุด ก. แล้วพาผู้อ่านเกิดความพิศวงตามเส้น ก. ข. โดยจัดเรื่องให้มีความยุ่งยาก เกิด ความฉงนขึ้นทุกที่จนถึงปลายยอดที่ ข. ซึ่งในภาษาการประพันธ์เรียกว่า ไคลแมกซ์ (Climax) และจบเรื่องลงโดยเร็ว ให้ผู้อ่านโล่งใจ เข้า ใจ สะเทือนใจอย่างใดอย่างหนึ่ง และจบลงในจุด ค.
แบบที่ 2 เป็นแบบสองซ้อน คือเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์สำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วย้อนต้นกล่าวถถึงเหตุการณ์สำคัญนั้นว่ามีมูลเหตุเป็นมาอย่างไร จากจุด ก. มายังจุด ข. แล้วดำเนินเรื่องต่อไปยังจุด ค. เช่นเดียวกับแบบ ที่ 1 โดยขมวดปมไปตามระยะทาง ข. ค. สร้างความฉงนสนเท่ห์ จนถึงจุด ค. ซึ่งเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง และจบลงในจุด ง. โดยเร็ว

3. การจัดตัวละครและให้บทบาท เรื่องสั้นจะมีตัวละครน้อย จะต้องมีตัวหนึ่งซึ่งเป็นตัวสำคัญของเรื่อง ตัวละครนี้จะต้องมีบทบาทเพื่อ แสดงลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งอย่างใด ก่อให้เกิดเรื่องราวขึ้น

4. การบรรยายเรื่อง มี 2 วิธี วิธีแรก ให้ข้าพเจ้าหรือผู้เขียนเข้าไปอยู่ในเรื่อง อีกวิธีให้บุรุษที่สาม ได้แก่ ตัวละครแสดงบทบาทของตนเอง เป็นวิธีที่ดีที่สุด

5. การเปิดเรื่อง เรื่องสั้นไม่ควรเปิดเรื่องให้อืดอาดยืดยาว มีวิธีเปิดเรื่องดังนี้
ก. เปิดเรื่องโดยให้ตัวละครพูดกัน
ข. โดยการบรรยายตัวละคร
ค. โดยการว่างฉากและการบรรยายตัวละครประกอบ
ง. โดยการบรรยายพฤติการณ์และตัวละคร
จ. เปิดเรื่องโดยขมวดแนวคิด วิธีเปิดไม่บังคับตายตัวตามแต่ผู้เขียน

6. บทเจรจา หรือคำพูดของตัวละคร (Dialogue) ต้องเขียนให้เป็นภาษามนุษย์พูดกัน และต้องให้เหมาะกับบทบาทและเหตุการณ์ที่เกี่ยว กับตัวละคร

7. ต้องมีความแน่น (Compresion) คือพูดให้ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย

8. ต้องทำตัวของตัวเราให้ชัดเจน คือก่อนเขียนต้องจินตนาการลักษณะตัวละครให้ชัดเจนก่อน แล้วเขียนตามที่เห็น จึงจะทำให้คนอ่านเห็น ตามด้วย
9. การให้ชื่อตัวละครและชื่อเรื่อง การตั้งชื่อตัวละคร ควรตั้ชื่อให้ใกล้เคียงกับชื่อคนจริงๆ ส่วนชื่อเรื่อง ควรพยายามตั้งชื่อเรื่องให้ผู้อ่าน เกิดความอยากอ่าน โดยใช้คำสั้นๆเพียง 2-3 คำ แต่ให้น่าทึ่ง

10. การทำบท คือการบรรยายให้ตัวละครแสดงบทบาทเช่นเดียงกับการแสดงละคร ต้องพรรณาถึงกิริยาท่าทาง อาการรำพึงรำพัน ฯลฯ

ที่มา : “หลักนักเขียน” (สมบัติ จำปาเงิน สำเนียง มณีกาญจน์ : เรียบเรียง)

การเขียนเรื่องสั้นเบื้องต้น 1


การเขียนเรื่องสั้นเบื้องต้น

ความหมาย เ ป็น การเขียนเล่าเรื่องแบบหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเขียนให้ได้ดี เพราะมันมีข้อจำกัดในเรื่องของ ขนาด เข้ามาเกี่ยวข้อง ความหมายที่ง่ายที่สุดของมันคือ เรื่องเล่าที่มีประมาณ ๑,๐๐๐ ถึง ๕,๐๐๐ คำเป็นอย่างมาก

ลักษณะ

  • ต้องสมบูรณ์ในตัวมันเอง
  • อ่านจบแค่ในเวลาชั่วครู่
  • ทุกคำในเรื่องต้องสำคัญ และส่งผลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในเรื่อง
  • ประโยคเริ่มเรื่องเป็นสิ่งบอกถึงตลอดทั้งเรื่อง
  • จบเมื่อไคล์แมกซ์
  • ตัวละครมีเท่าที่จำเป็น

การแต่งเรื่อง

  • ชนิด ผูกเรื่อง เป็นการแต่งโดยใช้พล็อตเป็นตัวเดินเรื่อง ใช้ความซับซ้อน น่าสงสัยของเหตุการณ์ ต่าง ๆ ให้คนอ่านสนใจติดตามว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อไป และมักจะจบลงในลักษณะที่คนอ่านคาดไม่ถึง

( ไอเดียสำหรับการแต่งเรื่องมักจะมาจาก เหตุการณ์ สถานการณ์ เกร็ดประวัติ เรื่องเล่าพื้นเมือง หรือแม้กระทั่งข่าวคราวต่าง ๆ นักเขียนจะเอาสิ่งที่รู้เหล่านี้ มาผูกเป็นเรื่อง สร้างเหตุการณ์ ขึ้นมา เพื่อให้เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่ง เพื่อจะนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง เสมอ จนกว่าเรื่องราวจะยุติ )

  • ชนิด เพ่งไปที่ตัวละคร เป็นการนำเสนอเรื่องราวของตัวละครในเรื่อง โดยมากมักจะเกี่ยวข้องกับความต้องการ ความขัดแย้ง อุปสรรค และการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งของตัวละคร คนอ่านจะสนใจในตัวละคร อยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร และเขาจะได้รับผลจากการกระทำนั้นอย่างไรในตอนจบ
  • เน้น ฉากสถานที่ เป็นเรื่องที่เน้นถึงบรรยากาศของสถานที่ และเวลา ที่ต่างออกไปจากปกติที่ตัวละครเคยอยู่ หรือพบเห็น เป็นที่แปลกใหม่สำหรับตัวละคร และสถานที่นั้นได้สร้างความรู้สึกนึกคิด และมีผลกระทบต่อตัวละคร โดยมากมักจะเห็นในเรื่องระทึกขวัญ
  • แสดง แนวคิด นักเขียนแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อนำเสนอแนวคิดของตัวเองในรูปแบบของเรื่องสั้น แทนการวิจารณ์แนะนำตรง ๆ เรื่องจะน่าสนใจ ถ้าเป็นหัวข้อที่กำลังอยู่ในการวิพากวิจารณ์ในสังคม หรือเป็นเรื่องที่สร้างความขัดแย้งอยู่ในสังคมขณะนั้น เช่นประเด็นการทำแท้งเสรี ตั้งบ่อนเสรี นักศึกษาขายตัว ศีลธรรมกำลังเสื่อม ฯลฯ

ประเภท มีไม่ต่างไปจากนวนิยาย เรื่องรัก เรื่องลึกลับ เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือ แฟนตาซี เรื่องประชดประชันหรือเสียดสีสังคม ฯลฯ

องค์ประกอบ

  • Plot พล็อตเรื่อง
  • Character ตัวละคร Setting ฉากสถานที่
  • Dialogue บทพูด
  • Point of view มุมมอง
  • Theme แสดงแก่นเรื่องที่ต้องการจะเสนอ

ก่อนจะเขียน

คุณควรจะมีข้อมูลพอเป็นไอเดียอยู่สักหน่อย จากนั้นก็ขัดเกลามันให้อยู่ใน ๖ อย่างนี้

๑. Theme มัน หมายถึงสิ่งที่เรื่องของคุณต้องการจะบอกบางสิ่งบางอย่างที่อาจให้แง่คิด หรือ แสดงความเห็นของคนเขียน คุณไม่จำเป็นต้องเทศน์ หรือสอน อธิบายให้กับคนอ่านว่าเรื่องมันมีคุณธรรมเพียงใด คนอ่านจะเรียนรู้จากเรื่องที่คุณเขียนเอง

๒. Plot เพื่อ ให้คนอ่านคงความสนใจคุณต้องมีพล็อตเรื่อง ความขัดแย้งหรือการต่อสู้ดิ้นรนของตัวละครเอกที่เขาต้องเอาชนะ ไม่ว่าการต่อสู้นั้นจะเป็นระหว่างคนกับคน หรือเป็นการต่อสู้ของจิตใจตัวเอง ตัวละครเอกจะต้องชนะหรือสูญเสียด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่จากความช่วยเหลือของคนอื่น ความขัดแย้งจะเป็นสิ่งนำเรื่องให้เดินต่อถึงไคล์แมกซ์ จนจบเรื่อง ( เคล็ดลับในการจัดเรียงเหตุการณ์ก็คือ เริ่มจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีผลกระทบต่อตัวละครเอกทีอยู่ดี ๆ ตามปกติ แล้วสถานการณ์ก็เลวร้าย จากนั้นตัวละครก็เอาชนะได้ในที่สุด )

๓. โครงสร้างของเรื่อง คำ แนะนำที่ดีที่สุดคือ เข้าไปอยู่ในเรื่องเลย ไม่ต้องอารัมภบท ให้รู้ไปเลยว่าใครคือใคร เป็นเรื่องของใคร ซึ่งตอนนี้คุณก็ต้องรู้แล้วนะว่า จะใช้มุมมองแบบบุคคลที่ ๑ หรือบุคคลที่ ๓ ( แบบบุคคลที่ ๑ เล่าแบบคนเล่าอยู่ในเหตุการณ์หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาเองใช้คำแทน ตัวว่า ฉัน ผม ข้าพเจ้า แบบบุคคลที่สาม ถ้าเลือกแบบนี้ ควรจะใช้มุมมองของตัวละครสำคัญเป็นคนเล่า อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมอง )

๔. สร้างตัวละคร ที่เหมาะสม และน่าสนใจ ทำให้คนอ่านอยากรู้เรื่องของเขา

๕. เลือกว่าจะให้เรื่องเกิดขึ้นที่ไหน และเมื่อไหร่

๖. ใช้บทพูดให้เร้าใจ กินใจ แสดงตัวตนของตัวละครได้อย่างเหมาะสม

๗. การเล่าเรื่องและการบรรยาย ให้ บอกแต่สิ่งที่จำเป็นใช้เป็นประโยชน์ในเรื่อ อย่าเยิ่นเย่อ เพราะเรื่องสั้นจะจำกัดความยาวของเรื่อง ( วิธีจะรู้ว่ามีประโยชน์หรือไม่ ให้ลองตัดทิ้งคำหรือประโยคนั้นๆ ออกไป แล้วดูว่ายังสร้างความเข้าใจให้กับคนอ่านหรือไม่ ถ้าคนอ่านเข้าใจและสามารถจินตนาการได้ก็เอาออกไปเลย )

๘. จะให้ดี ในเรื่องสั้น ควรจะมุ่งไปที่ จุดขัดแย้ง เพียงอย่างเดียว ที่ตัวละครสำคัญจะต้องเอาชนะให้ได้

เริ่มต้นสร้างเรื่องอย่างง่าย ๆ

  • หาตัวละครมา
  • ใส่ความต้องการบางอย่างให้เขา ( พอใจหรือไม่พอใจในสถานภาพของตัวเอง)
  • เติมอุปสรรค หรือปัญหา ที่ขัดขวางไม่ให้เขาไปถึงความต้องการนั้น
  • บีบคั้นเขาด้วยความยากลำบากหรือความผิดพลาดที่มากขึ้น
  • พาเขาออกมาจากสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยความสามารถของเขาเอง
  • จบเรื่อง

ตัวอย่าง

  • สร้างตัวละคร A ให้น่าสนใจด้วยบุคลิกลักษณะ การกระทำ นิสัย หรืออื่น ๆ
  • ทำให้สถานภาพเขาเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะจากอะไรก็ได้ ฝนตก รถติด เมียหย่า พ่อตาย ตกงาน ( โดยมากมักจะเป็นเรื่องร้าย ๆ )
  • ต้อง มีเวลาจำกัด ในการที่จะแก้ไขเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นเพื่อบีบให้เรื่องเข้มข้น เช่น เมียจะคลอดแต่รถติด ต้องปลดชนวนระเบิดให้ได้ภายใน ๒๐ นาที ต้องบอกเรื่องสำคัญต่อตำรวจภายในคืนนี้ ฯลฯ
  • สถานการณ์นั้นต้องมีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร A อย่างใหญ่หลวงที่จะทำให้เขาเป็นตาย หรือระเบิดอารมณ์ออกมาได้พอกัน
  • สร้างตัวละคร B พร้อมทั้งบุคลิกลักษณะ นิสัย หรืออื่น ๆ
  • จุดชนวนความลึกลับ หรือความสงสัยให้กับคนอ่าน ในขณะที่ตัวละครพอจะเข้าใจในบางสิ่งบางอย่างในเรื่องแล้วแต่คนอ่านยังไม่รู้โดยตรง
  • สร้างความต้องการที่แตกต่างกันระหว่างตัวละคร เช่น A ต้องการไปต่อ แต่ B ให้หยุดรอ
  • ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง A และ B ที่แสดงออกมา ไม่ใช่ใครคนเดียว
  • A พยายามหาทางแก้ไขในปัญหา
  • สถานการณ์บิดเบือน ไม่เป็นอย่างที่คาดหมาย
  • เรื่องเริ่มเลวร้ายลง เวลาหมดไปเรื่อย
  • จุดวิกฤต ต้องเลือกตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ผลสุดท้าย

คำแนะนำ

๑. เกาะติดกับขนาดที่จำกัดของแบบในการเขียนเรื่องสั้น โดยทั่วไปจะมีความจำกัดของกรอบและตัวละคร บทพูดมีพลังจูงใจ ฉากสถานที่ต้องการ แต่ไม่จำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดมาก หลีกเลี่ยงพล็อตย่อย

๒. การเปิดเรื่องไม่แน่นอนตายตัว ว่าเป็นการบรรยาย และการสังเกตประจำ ยกเว้นการบรรยายนั้นจะแสดงถึงสิ่งที่ถูกรบกวนในขณะนี้น ก่อนที่การกระทำจะร้อนขึ้น แต่อย่าให้มันมากนัก

๓. เริ่มเรื่องสั้นด้วยกระตุ้นเหตุการณ์ ที่ชักจูงไปสู่ความเข้มข้น เหตุการณ์ที่ระเบิดขึ้นมักจะเกี่ยวพันกับการถูกขู่เข็ญที่ทำให้สถานภาพของ ตัวละครเอกเปลี่ยนแปลง

๔. การต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวของตัวละครเอก มีผลกระทบต่อคนอ่าน

๕. เรื่องสั้นจำเป็นต้องเสนอบางสิ่งบางอย่างที่สร้างความรู้สึกให้กับคนอ่าน ให้คนอ่านร่วมความรู้สึกไปกับตัวละครร่วมเห็นอกเห็นใจไปกับตัวละครด้วย

๖. เรื่องสั้นควรจะถูกเล่าจากมุมมองของคน ๆ คนเดียว นอกจากคุณจะมีประสบการณ์ในการเขียนมากไปกว่านี้

๗. หลีกเลี่ยงความเกินพอดี ทุกรายละเอียดจะต้องเป็นประเด็นสู่พล็อต

๘. เหมือนเรื่องแต่งประเภทอื่นที่ต้องให้ตัวละคร ดิ้นรนที่หรือลอยคอท่ามกลางความเลวร้าย หรือมีทางเลือกที่ย่ำแย่พอกัน

๙. ให้ตัวละคร มีข้อบกพร่อง อ่อนแอ และมุ่งไปยังข้อสรุปที่คาดไม่ถึง

๑๐. ขัดเกลาไอเดียของคุณเกี่ยวกับชุดของเหตุการณ์ที่ตัวละครแสดงหรือพูดออกมา และเหตุการณ์นั้นต้องเผยให้คนอ่านรู้ในเวลาที่เป็นจริง

๑๑. อย่ายืดเยื้อในตอนจบ

๑๒. โดยทั่วไปเรื่องสั้นมักจะเกี่ยวกับ ความขัดแย้ง การตัดสินใน หรือการค้นพบ มันต้องมีสิ่งสำคัญเป็นประเด็นหลักสำหรับตัวละครเอก พล็อตขัดแย้งต้องถูกวางเพื่อให้ตัวละครอื่นเป็นตัวขัดขวาง และเผชิญหน้าในตอนไคล์แมกซ์ ถ้าไคล์แมกซ์ของเรื่องสั้นมีตัวละครเอกกำลังตัดสินใจ การตัดสินใจนี้ต้องห่างจากการเข้าถึงผลที่จะตามมาภายหลัง( เพราะมันไม่ควรจะมีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว ) ถ้าเรื่องจบลงด้วยตัวละครค้นพบความจริงบางอย่าง ความจริงนี้ควรจะเป็นสิ่งที่ที่ทำให้ชีวิตของตัวละครเปลี่ยนไป

เคล็ดลับเมื่อจะเขียนเรื่องสั้น

  • ให้มีตัวละครในเรื่องน้อยที่สุด
  • ร่างรายการถึงตัวละคร และ สิ่งที่คุณอยากจะให้เกิดในเรื่องอย่างสั้น ๆ
  • ในแผนการเขียนของคุณ ต้องเตรียมย่อหน้าที่จะเสนอฉากสถานที่และการแนะนำตัวละครให้คนอ่านรู้จัก
  • การเปิดเรื่องของคุณต้องมีผลกระทบใจคนอ่าน
  • หัวใจสำคัญต้องรู้ว่าเรื่องของคุณเกิดที่ไหน เกี่ยวกับอะไร และมุ่งไปสู่ประเด็นนั้น อย่าโอ้เอ้ออกนอกเรื่องในสิ่งไม่จำเป็น
  • บทสรุปเรื่องในสองสามย่อหน้าสุดท้ายต้องขมวดทุกอย่างเข้าด้วยกัน และต้องตอบข้อสงสัยที่คุณเปิดประเด็นเอาไว้
  • คุณอาจจะหักมุมในตอนจบ เพื่อสร้างสิ่งที่คาดไม่ถึงให้กับคนอ่าน
  • เขียนให้ตรงประเด็นและเรียบง่ายที่สุด

TOP


โดย ฟีลิปดา
๒๙ มีนาคม ๒๕๔๘

เทคนิคการเขียนเรื่องสั้น


การเขียนเรื่องสั้น
เรื่อง สั้นเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกมีความยาวประมาณ 1000-10000 คำ ผู้เขียนเขียนขึ้นโดยใช้จินตนาการของตนเองอย่างสมจริงสมจัง มีขนาดสั้น ตัวละครไม่มาก ดำเนินเรื่องด้วยความรวดเร็วและมีจุดมุ่งหมายเดียวโดยอาศัยศิลปะการเขียนที่ ชวนให้น่าอ่านและมีคติธรรมแทรก

j. Berg Esenwien ได้กล่าวถึงลักษณะเรื่องสั้นที่ดีไว้ว่า
1. ต้องมีพฤติการอันสำคัญอันเป็นต้นเรื่องแต่เพียงอย่างเดียว
2. ต้องมีตัวละครที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในท้องเรื่องแต่เพียงตัวเดียว
3. ต้องมีจินตนาการหรือมโนภาพให้ผู้อ่านคล้อยตามไปด้วย
4. ต้องมีพล๊อตหรือการผูกเค้าเรื่องให้ผู้อ่านฉงนหรือสนใจ
5. ต้องมีความแน่นหรือเขียนอย่างรัดกุม
6. ต้องมีการจัดรูป ลำดับพฤติการณ์ให้มีชั้นเชิงชวนอ่าน
7. ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างนึง

ชนิดของเรื่องสั้น
การเขียนเรื่องสั้น แยกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้
1. ชนิดผูกเรื่อง (plot Story) คือเรื่องสั้นที่มีโครงเรื่องซับซ้อนและจบลงในลักษณะที่ผู้อ่านคาดไม่ถึง
2. ชนิดเพ่งเล็งที่จะแสดงลักษณะของตัวละคร (Character Story) คือเรื่องสั้นที่เน้นตัวละครเป็นใหญ่หรือเน้นให้ตัวละครเป็นผู้เล่าเรื่อง หรือดำเนินเรื่อง โดยต้องการแสดงลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของตัวละครเป็นสำคัญ
3. ชนิดถือเป็นฉากเป็นสำคัญ (Atmosphere Story) คือ เรื่องสั้นที่ผู้เขียนบรรยายฉากหรือสถานที่หรือแห่งนั้น ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก ทำให้ผู้เกิดความรู้สึกคล้อยตามอารมณ์และและความคิดของตัวละคร
4. ชนิดที่แสดงแนวความคิดเห็น (Theme Story) คือ เรื่องที่ผู้เขียนมีอุดมคติหรือต้องการชี้ให้เห็นข้อคิดหรือสัจธรรมของชีวิต
ฐะ ปะนีย์ นาครทรรพ ได้เสนอการเขียนเรื่อสั้นไว้ว่า “พึ่งประสบการณ์อ่านให้มาก นึกอยากเขียน เพียรฝึกฝน สนใจมนุษย์ จุดหมายเด่น เฟ้นภาษา หาเชื้อเพลิงและสำเริงอารมณ์”

วิธีเขียนเรื่องสั้น
วิธีเขียนเรื่องสั้นให้น่าอ่านชวนให้ติดตามควรมีรายละเอียดต่อไปนี้คือ

1. เค้าโครงเรื่อง (plot) คือ การสร้างเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาเริ่มเรื่องและจบเรื่อง การสร้างโครงเรื่องนี้มีหลัก 3 ประการคือ
1.1 โครงเรื่องต้องมีความสับสนวุ่นวาย มีปัญหาต้องแก้ไข มีการผูกปมที่ซับซ้อน
1.2 ในการดำเนินเรื่อง จะไม่ราบรื่น หากแต่ต้องมีอุปสรรคทำให้เรื่องสนุก หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านรอคอยต่อไป
1.3 ปมนั้นค่อยๆคลี่คลาย จนถึงจุดสุดยอดของเรื่อง (cli-max) เป็นการจบหรือปิดเรื่อง

2. ตัวละคร
2.1 สร้างตัวละครให้สมจริง
2.2 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครอาจบรรยายหรือเป็นบทที่ตัวละครพูดเอง
2.3 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครต้องเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบเรื่อง
2.4 ตัวละครไม่มากเกินไป

3. ฉาก เป้นสถานที่หรือสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบรรยากาศต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเรื่อง
3.1 เลือกฉากให้เหมาะสมกับเรื่อง และดำเนินเรื่องตามบรรยากาศที่ถูกต้อง
3.2 ผู้เขียนต้องเขียนฉากที่ตนรู้จังดีที่สุด เพราะจะได้ภาพที่แจ่มชัด

4. บทสนทนา มีข้อปฏิบัติคือ
4.1 ไม่พูดนอกเรื่อง
4.2 เป็นคำพูดนอกเรื่อง
4.3 เป็นคำพูดง่ายต่อการเข้าใจ เหมาะสมแก่ฐานะของตัวละคร
4.4 รู้จักหลากคำ ไม่ใช้คำซ้ำซาก

5. การเปิดเรื่อง เป็นหัวใจของการเขียนเรื่อง เพราะจะทำให้ผู้อ่านติดตามต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการเปิดเรื่อง ซึ่งมีอยู่หลายวิธี คือ
5.1 สร้างเหตุการณ์หรือการกระทำให้เกิดความสนใจ น่าตื่นเต้น
5.2 เปิดเรื่องโดยใช้บทสนทนาที่มีถ้อยคำแปลกในความหมายและเนื้อเรื่อง ก่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากติดตามเรื่องต่อไป
5.3 เปิดเรื่องโดยการพรรณนา พรรณนาฉาก หรือบรรยายฉากที่ชวนให้ผู้อ่านสนใจ

6. การดำเนินเรื่อง ต้องคำนึงถึงคือ
6.1 ควรดำเนินเรื่องไปสู่จุดหมายโดยเร็ว
6.2 ปมของเรื่องควรมีความขัดแย้ง 1 แห่ง แล้วค่อยๆคลายปมทีละน้อย สมดังความปรารถนาของผู้อ่านที่รอคอย

7. การปิดเรื่อง เป็นตอนที่สำคัญที่สุด ผู้อ่านจะทราบว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง คือ
7.1 จบลงโดยที่ทำให้ผู้อ่านประหลาดใจ คาดไม่ถึง
7.2 จงลงด้วยความสมปรารถนา หรือสิ้นหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง

ใน การเขียนเรื่องสั้นนั้น จะเลือกเขียนในแนวใดก็ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้และอารมณ์ของแต่ละคนที่จินตนาการ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักการเขียนเรื่องสั้นเป็นแบบแผนนัก ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะมีแนวคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้น อันเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของตนเองมากกว่า

อ้างอิงจาก : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดวงใจ ไทยอุบุญ ,ทักษะการเขียนภาษาไทย , สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : 2543 (267-271)